• กรกฎาคม 12, 2021

SMEs

SMEs

วิธีปรับตัว SMEs ไทย ชนะได้ทุกวิกฤต

  • คำแนะนำสำหรับ SMEs ไทย พาธุรกิจชนะได้ทุกที่วิกฤต

          สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส Covid-19 ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยตอนนี้ส่งผลกระทบถึงผู้คนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจที่ต้องชะลอการลงทุนและภาคการผลิตออกไปก่อน สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสายป่านตามกระแสเงินสดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะหาทางอยู่รอดไปได้หลายเดือน แต่ธุรกิจSMEs ที่ยังต้องพึ่งพาตลาดและการหมุนเงินในธุรกิจที่ค่อนข้างมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจชะลอภาคธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบที่รุนแรงมาก

          ล่าสุดได้มีการเปิดเผยผลสำรวจออกมาว่า ผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจครั้งนี้อยู่ที่ราว ๆ  1,100 ล้านบาท  กระทบต่อผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีเอส  กว่า 1.33 ล้านราย คิดเป็นจำนวน 44 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจเอสเอ็มอีเอสทั้งหมด และอาจมีแรงงานเสี่ยงตกงานจากวิกฤตครั้งนี้ 4 ล้านคน แต่หากสถานการณ์ยังคงทรงตัวอยู่แบบนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้และปีหน้า ธุรกิจเอสเอ็มอี อาจสูญเสียรายได้กว่า 3.5 แสนล้าน

SMEs ไทยจะมีวิธีการปรับตัวและเอาชนะได้อย่างไรบ้าง

  • ลดค่าใช้จ่ายและรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน

ด้วยความที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กไม่ได้มีเงินสดหมุนเวียนในระบบมาก เมื่อเกิดวิกฤตลักษณะเช่นนี้สิ่งแรกที่SMEs ต้องปรับลดเพื่อหาทางรอดก็คือ การตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน นำบัญชีรายรับรายจ่ายมากางดู อย่างละเอียดว่าจุดไหนที่สามารถตัดออกไปได้ โดยการตัดสินใจครั้งนี้ถ้ากระทบกับลูกจ้างและพนักงาน นายจ้างเองต้องพูดคุยทำความเข้าใจเพื่อหาทางออกร่วมกันด้วย อาจเป็นการลดวันทำงานลง ลดเงินเดือนด้วยเปอร์เซ็นต์ที่ไม่มากจนเกินไป เรียกได้ว่าเป็นการช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

  • มองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางในการขาย

ช่องทางการขายออนไลน์ที่น่าจะเป็นคำตอบสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีเอส ในการเอาชนะวิกฤตไปให้ได้ ผู้ประกอบการต้องมองหาทุกแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์  Social Media  Application  หรือ มาร์เก็ตเพลส การจัดส่งสินค้าแบบเดลิเวอรี่แบบนี้ยังแสดงให้ลูกค้าเห็นด้วยว่า องค์กรของคนมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์มากขึ้น นอกจากการซื้อใจลูกค้าใหม่แล้วสิ่งสำคัญคือ ต้องรักษาฐานลูกค้าเก่าให้ได้ด้วย อาจเป็นการเพิ่มสิทธิพิเศษเกี่ยวกับสินค้าหรือลดค่าจัดส่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ร้านของคุณใส่ใจและให้ความใกล้ชิดกับลูกค้ามากกว่าร้านอื่น ๆ

  • ลดราคาสินค้า ขายเพื่อเอาทุนคืน

สำหรับผู้ประกอบการบางรายที่มีการสต๊อกสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก ในช่วงเวลาแบบนี้อาจต้องยอมตัดใจขายสินค้าทั้งหมดในราคาทุนเพื่อดึงดูดเงินสดกลับมาหมุนเวียนในระบบให้ได้มากที่สุด เพราะการคงสต๊อกสินค้าไว้โดยไม่ยอมระบายสินค้าออกเท่ากับเรากำลังแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลคลังสินค้า การยอมปล่อยสินค้าบางส่วนเพื่อความอยู่รอดนี้จะต้องขายขาดทุนจึงย่อมดีกว่า การแบ่งต้นทุนและค่าใช้จ่ายสำหรับรักษาสินค้าในสต๊อกไปเรื่อย ๆ

  • หาสินค้าที่กำลังเป็นกระแสมาขาย

ยกตัวอย่างการแพร่ระบาดของไวรัสที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนรักเข็มขัดการใช้จ่ายมากขึ้น แต่สินค้าที่ยังมีความต้องการซื้อ (Demand) สูงต่อเนื่องมาตลอดในระยะนี้ก็คือหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ รวมไปถึงอาหารกล่องราคาย่อมเยา ซึ่งเราเริ่มเห็นการปรับตัวแบบนี้จากธุรกิจSMEs หลายรายแล้วเหมือนกัน จากเดิมที่เน้นขายหน้าร้านไปเป็นการทำอาหารแบบกล่องที่มีราคาถูกลง บางเจ้าถึงมีบริการส่งฟรีให้กับลูกค้าที่อยู่ในรัศมีใกล้ ๆ หรือสั่งซื้อจำนวนมาก

  • ทดลองปรับตัวเข้าสู่ ดิจิตอลทรานฟอร์เมชัน

ซึ่งสำหรับธุรกิจที่มีความเป็น Traditional  มาก อาจจะใช้โอกาสครั้งนี้ในการปรับจูนเข้าหากับลูกค้าด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยออกแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างการผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำตลาด เช่น การทำตลาดแบบออนไลน์ กระทั่งใช้ข้อมูลหรือการเก็บ Database เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงนี้ก็จะทำให้เราเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุมมากขึ้นด้วย

          ทั้งหมดที่ยกมาเป็นวิธีการส่วนหนึ่งที่จะทำให้SMEs ไทย พาธุรกิจเอาชนะได้ทุกวิกฤต แต่หากผู้ประกอบการท่านใดที่ต้องการเสริมสภาพคล่องหรือบรรเทาภาระหนี้ภายใต้สถานการณ์วิกฤตเพื่อให้สามารถเคลื่อนตัวกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ สามารถอ่านบทความนี้และศึกษารายละเอียดอย่างเข้าใจและลึกซึ้ง เพื่อนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ของธุรกิจของคุณ

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวSMEs น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> markomimica

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *