• กรกฎาคม 5, 2021

สงคราม

สงคราม

ทำไม? สงคราม การค้าไม่ง่ายที่จะสิ้นสุดลง

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าหนึ่งในงานที่ยากของประธานาธิบดีโจ ไบเดน คือการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับนานาชาติที่เสียไปจากการก่อสงคราม การค้าของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกลายเป็นมรดกที่ ไบเดน ต้องรับไว้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ไม่ใช่แค่กับจีนที่เป็นคู่กรณีหลักแม้แต่พันธมิตรยาวนานของสหรัฐ อย่างสหภาพยุโรปหรือ (EU) ก็เป็นหนึ่งในคู่กรณีด้วยเช่นกันโดยเฉพาะเคสของ Airbus Boeing ที่แม้จะเป็นความขัดแย้งมายาวนานนับทศวรรษ แต่ก็มาร้อนแรงฟาดกันด้วยกำแพงภาษีต่อกันในสมัยของทรัมป์

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและยุโรปดูเหมือนจะดีขึ้นมาเล็กน้อยหลัง โจ ไบเดน ได้รับตำแหน่งเพราะล่าสุดสหรัฐได้ทำความตกลงกับ (EU) ระงับกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากยุโรปมูลค่า 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นระยะเวลา 4 เดือน ในขณะที่ (EU) ก็ระงับกำแพงภาษีต่อสินค้าอเมริกามูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน

แม้ตัวแทนจากทั้งสองฝั่งจะเห็นว่าการระงับกำแพงภาษีในครั้งนี้จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งโพ้นทะเลแต่ผู้เขียนบทความเชื่อว่าสงครามการค้าในครานี้จะยังคงไม่ยุติลงได้ง่าย ๆ

ทำไม? สงคราม การค้าไม่ง่ายที่จะสิ้นสุดลง

ความสัมพันธ์กับยุโรปยากที่จะฟื้นฟูจาก สงคราม

สหรัฐอเมริกาต้องการดึง Europe กลับมาเป็นพันธมิตรเป็นอย่างมาก โดยจุดยืนของรัฐบาล โจ ไบเดน นั้นจะคล้ายคลึงกับสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่ต้องการดึงชาติต่าง ๆ เข้ามาเป็นพรรคพันธมิตรขนาดใหญ่เพื่อคานอำนาจและต่อรองใน สงคราม กับจีน

แต่ประเด็นของผู้ผลิตเครื่องบิน Airbus Boeing ไม่ใช่ความขัดแย้งเดียวระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ โดยยังมีประเด็นภาษีนำเข้าต่อเหล็ก ซึ่งผู้ผลิตของสหรัฐฯ สหภาพแรงงานรวมไปถึงสมาชิกผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาบางส่วนจากพรรค Day Mochas ต่างก็ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกกำแพงภาษีเหล็ก เพราะไม่ต้องการให้การแข่งขันเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ

การที่ยังไม่สามารถตัดสินใจยกเลิกกำแพงภาษีเหล็กใด้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจของสหภาพยุโรปด้วยเช่นเดียวกันโดย (EU) ยังคงมีกำหนดการขึ้นภาษีสินค้าหลากหลายรายการของสหรัฐเป็น 2 เท่าในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ที่จะถึงนี้ด้วยซึ่งการตั้งภาษีของ ๖EU) ครั้งนี้เป็นไปเพื่อตอบโต้ทรัมป์ที่ตั้งกำแพงภาษีเหล็กและอลูมิเนียม อีกหนึ่งประเด็นความขัดแย้งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขคือเรื่องที่หลาย ๆ ประเทศใน Europe ยังคงดำเนินมาตรการแข็งกร้าวกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ เพราะมองว่าพยายามกินรวบตลาดและเอาเปรียบคู่แข่งรายเล็กมากจนเกินไป จนนำไปสู่การจัดเก็บภาษีที่ดิจิทัลกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในหลาย ๆ ประเทศซึ่งเป็นต้นแบบที่ไทยนำมาใช้ด้วยเช่นกัน

ความสัมพันธ์กับยุโรปยากที่จะฟื้นฟูจาก สงคราม

สงครามการค้ากับจีนยังตึงเครียด

จีนนับว่าเป็นคู่กรณีหลักของทรัมป์ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีโดยการตอบโต้ตั้งกำแพงภาษีกันไปมา หรือแม้กระทั่งการแบนบริษัทเทคโนโลยีดาวรุ่งอย่าง Huawei เพราะเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง และได้ทำให้ทั้งสองฝ่ายเจ็บตัวจนต้องมานั่งพูดคุยเพื่อหาทางออกของ สงคราม ในครั้งนี้

แม้จะนับเป็นความสำเร็จของทรัมป์ในการกดดันจีนให้มานั่งร่วมวงพูดคุยซึ่งเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ ได้กำหนดกติกาและร่างข้อตกลงใหม่จนมาได้ข้อตกลงในระยะที่ 1 ระหว่างทั้งสองประเทศเมื่อเดือนมกราคมปี พ. ศ. 2563 แต่ผลการศึกษาของสถาบันคลังสมอง Peterson Institute for International Economic พบว่าดีลดังกล่าวกับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงโดยจีนได้นำเข้าสินค้าและบริการของสหรัฐไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์จากที่ตกลงกันไว้  แต่ท่าทีประธานาธิบดี Jos Biden ก็ยังไม่ทำให้สงครามการค้านั้นยุติลง โดยแม้จะไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับข้อตกลงระยะที่ 1 ดังกล่าว แต่ Jos Biden ระบุว่าจะยังไม่ยกเลิกภาษีนำเข้าที่ตั้งเอาไว้ในสมัยของทรัมป์ ณ ตอนนี้และจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาข้อตกลงกันระหว่างสหรัฐฯ และจีน

เจรจาเริ่มต้นอาทิตย์หน้า (สงครามการค้า)

เจรจาเริ่มต้นอาทิตย์หน้า (สงครามการค้า)

สหรัฐเตรียมส่งทีมไปเจรจากับตัวแทนของรัฐบาลจีนที่รัฐ Alaska ในวันที่ 18 มีนาคม 2554 นี้โดยผู้นำทีมของโจ ไบเดน ในครั้งนี้ได้แก่ Antony Blinken รัฐมนตรีการต่างประเทศและ Jack Sullivam ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นการพบปะของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นครั้งแรกของทั้งสองชาติในยุคสมัยของโจ ไบเดน

แม้ว่าทั้งสองประเทศจะยังไม่คุยเกี่ยวข้องกับการค้าโดยตรง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงได้ส่งผลกระทบต่อการค้าเช่นเดียวกันโดยการแบน Huawei ก็เป็นไปเพราะประเด็นความมั่นคงของชาติ

สำหรับท่าทีของรัฐมนตรีการต่างประเทศคนใหม่ของสหรัฐฯ เองก็ระบุว่าหลังได้รับตำแหน่งว่าจีนเป็น “บททดสอบทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่” ที่สุดในช่วงทศวรรษ ขณะที่ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ มองเห็นว่าสหรัฐควรรีบรักษาความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรเพื่อรวมพลังกันคานกับอำนาจจีน

แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สหรัฐฯ จะกลับมารวบรวมพันธมิตรได้ในทันทีทันใด หากเพราะยังคงมีความท้าทายหลากหลายประการเช่น EU ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจยกเลิกการตั้งกำแพงภาษีที่จะมีขึ้น

ในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 หรือแม้กระทั่งจีนเองที่ไม่ยอมปล่อยให้สหรัฐรวบรวมพันธมิตรได้โดยง่าย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทางการจีนแสดงให้เห็นชัดในจุดนั้น โดยนายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ได้ประกาศว่า จีนอาจจะเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ใน 11 ชาติ Comprehensive And Progressive Agreement for TranPacific Partnershp (CTPP) หรือที่รู้จักกันดีในนามข้อตกลงการค้าเสรี CTPP ที่ไม่มีในสหรัฐฯ

เนื่องจากว่าข้อตกลงดังกล่าวสหรัฐฯ เป็นคนริเริ่มในสมัย บารัค โอบามา ก่อนที่จะถอนตัวไปในสมัยของทรัมป์ ดังนั้นประเทศที่อยู่ในข้อตกลง  CTPP  จึงประกอบไปด้วยพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ เช่น Japan Canada และ Australia  ผู้เขียนว่าการต่อสู้ทางอำนาจในเกมส์ สงคราม การค้าของโลกอาจเปลี่ยนจากท่าทีที่แข็งกร้าวกลับมาเป็นการใช้พันธมิตรร่วมกันคานอำนาจก็เป็นได้ ซึ่งเราจะต้องรอดูและติดตามกันอีกที

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวสงคราม น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> markomimica

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *